หน้าแรก

บึกสยาม....ปลาบึกสายพันธุ์ใหม่

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 นักวิจัยนำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน และทีมงาน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ปลาบึกกับปลาสวาย ได้ปลาบึกพันธุ์ใหม่ตั้งชื่อว่า "บึกสยาม" นับว่าเป็นปลาบึกไทยพันธุ์ใหม่ของโลก โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับจาก วช. ตามแผนงานผลักดันงานวิจัยการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อชีวิตที่เป็นสุขและความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ด้วยเหตุที่ในปัจจุบันพบว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสื่อมโทรมลง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงได้นำผลวิจัยไปปรับปรุง พัฒนา แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมเหล่านั้นให้เกิดความปลอดภัยของอาหาร สุขภาพอนามัยและการดำรงชีพให้ดีขึ้น ลักษณะเด่นของปลาบึกสยาม เช่น เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่มีกลิ่นสาบโคลน เนื้อแน่น ไขมันน้อย จากการทดลองเลี้ยงพบว่าอัตราเลี้ยง รอดร้อยละ 100 เมื่อครบ 6 เดือน มีน้ำหนักเฉลี่ย 800 กรัม (8 ขีด) ต่อตัว ถ้าอายุ 2 - 3 ปี มีน้ำหนัก 2 - 3 กิโลกรัมต่อตัว คาดว่าเมื่อการ ทดลองรุ่นที่ 3 สำเร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ จะแจกพันธุ์ปลาให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงต่อไป ปลาบึกพันธุ์ใหม่นี้เป็นการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง สัตว์ต่างชนิด (species) ระหว่างปลาบึก (Giant Catfish, Pangasianodon gigas) กับปลาสวาย (Shark Catfish, Pangasianodon hypophthalmus) ชื่อเดิม Pangasius sutchi) แต่ปลาทั้งสองชนิดจัดอยู่ในวงศ์ (family) เดียวกัน คือ วงศ์ปลาสวาย (Family Pangasiidae, Shark catfish) ซึ่งอาจเรียกว่าพวกปลาหนัง แบ่งเป็น 3 สกุล ประมาณ 30 ชนิด ลักษณะเด่นของปลาที่จัดอยู่ในวงศ์นี้คือ ไม่มีเกล็ด มีผิวหนังหนา มีรูปร่างเพรียว ส่วนท้องใหญ่ ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย หัวโต ตาโต มีหนวด 2 คู่ รูจมูกช่องหน้าและหลังมีขนาดเท่า กัน ครีบไขมันและครีบท้องเล็ก ฐานครีบก้นยาว ตัวอย่างปลาในวงศ์ปลาสวายที่นอกจากปลาบึกและปลาสวาย เช่น ปลาสกุล Pangasius ได้แก่ ปลาเทโพ ปลาเทพา ปลาสังกะวาด ปลาสังกะวัง ปลายาว ปลาโมง ปลาเผาะ เป็นต้น ส่วนมากปลาในวงศ์นี้เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร (carnivores) เช่น ปลาขนาดเล็ก สัตว์น้ำขนาดเล็กจำพวกกุ้ง หอยฝาเดียว ฯลฯ บางชนิดกินแพลงก์ตอนพืช เช่น ปลาบึก บางชนิดกินซากพืชและซากสัตว์ด้วย เช่น ปลาเทพา  พบว่าเนื้อปลาในวงศ์ปลาสวายนี้มีกรดไขมันโอเมกา 3 (Omega-3) มากกว่าปลาทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลาสวายมีสูงถึง 2,570 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง ตับ ประสาทตา และช่วยระดับระดับไขมันในเลือดชนิดโคเลสเตอรอล (cholesterol) และไตรเอธิลกลีเซอรอล (triethylglycerol)

จากการศึกษาข้อมูลของปลาบึกพบว่าปลาบึกเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ไม่มีเกล็ด พบมากในแม่น้ำโขง เป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เจริญเติบโตช้า 5 - 6 ปี จะโตเต็มที่ ตามธรรมชาติปลาบึกกินพวกแพลงก์ตอนพืชและสัตว์เป็นอาหาร แต่ส่วนมาก กินแพลงก์ตอนพืชจำพวกสาหร่าย ปลาบึกเป็นปลาที่ไม่มีฟัน ส่วนปลาสวายมีส่วนหัวค่อนข้างเล็ก แนวบริเวณหัวถึงครีบหลังลาดตรง ตา อยู่เสมอหรือสูงกว่ามุมปาก ปากแคบกว่าปลาบึก รูปร่างเพรียวแต่ป้อมสั้นในปลาขนาดใหญ่ ก้านครีบท้องมี 8 - 9 เส้น ครีบก้นยาว ปลา ขนาดเล็กมีสีคล้ำเหลือบเงิน ด้านข้างลำตัวสีจางและมีแถบสีคล้ำตามยาวครีบสีจาง ครีบหางมีแถบสีคล้ำตามแนวยาวทั้งตอนบนและล่าง ปลาขนาดใหญ่มีสีเทาหรือคล้ำอมน้ำตาล ด้านข้างลำตัวสีจาง มีขนาดประมาณ 50 เซ็นติเมตร ใหญ่สุด 1.5 เมตร พบในแม่น้ำและลำ คลองสายใหญ่ๆ ทั่วประเทศไทย เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีการเพาะเลี้ยงกันมานานกว่า 50 ปีแล้ว โดยเพาะ ขยายพันธุ์ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2509 มีฤดูวางไข่ในเดือนกรกฎาคม ในธรรมชาติมักพบชุกชุมตามอุทยานปลาหรือหน้าวัดต่างๆ ที่ติดริมน้ำ และบางแห่งอาจมีปลาเทโพเข้ามาร่วมฝูงด้วย


ปลาสวาย
(ที่มา: ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลำปาง)


ปลาบึก
(ที่มา: National Geographic Society)

การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของปลาเป็นการปฏิสนธิภายนอก (External fertilization) เช่นเดียวกับพวกหอย (ฝาเดียว) กุ้ง กั้ง และปู ซึ่งเกิดขึ้นในน้ำ โดยที่ตัวผู้ปล่อยอสุจิและตัวเมียปล่อยไข่ออกมาโดยไม่ต้องจับคู่ผสมพันธุ์ โดยที่แต่ละตัวต่างปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ในจำนวนมากๆ อาจจะต้องมีอสุจิมากถึง 1,000 ตัวที่จะเพียงพอสำหรับว่ายน้ำไปแล้วรอดตายเพียง 1 ตัว สามารถเจาะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เพียง 1 ใบ ถ้าเซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองเพศมีโอกาสพบกันจึงเกิดปฏิสนธิ การเข้าปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์เกิดจากการว่ายน้ำของอสุจิที่มีหางใช้ ว่ายน้ำได้ และมุ่งตรงไปยังไข่ซึ่งมีสารเคมีเป็นตัวกระตุ้นอสุจิให้เข้ามาหา มีเซลล์สืบพันธุ์บางเซลล์เท่านั้นที่เกิดการปฏิสนธิ หลังจากปฏิสนธิแล้วไข่จะเจริญเป็นไซโกต (zygote) แบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและตัวเต็มวัยต่อไป


การผสมพันธุ์แบบปฏิสนธิภายนอกของปลา
(ที่มา: http://friendsseminarystephan.pbworks.com)

ตามธรรมชาติพบว่าปลาบึกมีจำนวนน้อยจนถึงน้อยมากเกือบจะสูญพันธุ์ เนื่องจากการผสมพันธุ์แบบปฏิสนธิภายนอกนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เซลล์สืบพันธุ์ของปลาบึกไม่เกิดการปฏิสนธิ เช่น คุณสมบัติของน้ำ การไหลของน้ำ การสร้างเขื่อนกั้นแหล่งน้ำทำให้ปลาไม่สามารถว่ายน้ำขึ้นไปจับคู่ผสมพันธุ์บริเวณต้นน้ำ การจับปลาในฤดูวางไข่ เป็นต้น  ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ.2526 นักวิทยาศาสตร์ด้านประมง หรือมีนกร (มีน-นะ- กอน) กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีโครงการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ปลาบึกเพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญพันธุ์ด้วยวิธีการผสม เทียมปลาบึกและทำสำเร็จครั้งแรกในโลก ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยาโดยใช้พ่อแม่พันธุ์จากแม่น้ำโขง ได้เริ่มทำการศึกษาปลาบึกและพยายามทำการผสมเทียมในปี พ.ศ. 2524 โดยซื้อปลาบึกที่ชาวบ้านจับได้จากบริเวณ อ. เชียงของ จ. เชียงราย จำนวน 4 ตัว ลำเลียงมายังสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา (ชื่อเดิม) แต่เนื่องจากระยะทางไกลและเวลาที่ใช้ในการลำเลียงนานถึง 4 ชั่วโมง ทำให้พ่อแม่พันธุ์ปลาบึกได้รับความบอบช้ำมากและตายทั้งหมด ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจขึ้นที่ริม ฝั่งแม่น้ำโขง แต่ปีนั้นชาวประมงจับปลาบึกได้เพียง 3 ตัว แต่ละตัวที่จับได้มีระยะเวลาห่างกันมาก จึงไม่สามารถทำการเพาะพันธุ์ปลาบึกได้ ในปี พ.ศ. 2526 ได้ไปจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจขึ้นอีกครั้ง ณ บริเวณบ้านหาดไคร้ อ. เชียงของ จ. เชียงราย ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2526 มีชาวบ้านจับปลาบึกได้ เวลาประมาณ 23.30 น. เป็นเพศผู้ น้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม เวลา 01.30 น. ชาวประจับปลาบึกเพศ เมียได้ น้ำหนัก 246 กิโลกรัม นักวิชาการประมงของสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา จึงเริ่มทำการผสมเทียมปลาบึกโดยทำการรีดไข่ และน้ำเชื้อออกมาผสมกันภายนอกตัวปลา นับเป็นครั้งแรกที่กรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบึกและเป็นครั้งแรกของโลก

จากความรู้เรื่อง "การตกไข่ (ovulation)" ซึ่งเกี่ยวข้องกับวัยเจริญพันธุ์และฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น ทำให้เทคโนโลยีการผสมเทียมปลามีความก้าวหน้าขึ้น มีการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญติบโตของไข่ปลาตัวเมียและน้ำเชื้อของปลาตัวผู้ ทำการรีดไข่และน้ำเชื้อออกมาผสมกันโดยตรงภายนอกตัวปลา ทำให้เซลล์สืบพันธุ์มีการปฏิสนธิมากขึ้น แต่ก่อนนิยมใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ส่วนหน้า คือ ฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน (gonadotrophic hormone) ประกอบด้วยฮอร์โมนที่สำคัญ 2 ชนิด คือ ฟอลลิเคิล สติมิวเลติง ฮอร์โมน (follicle stimulating hormone, FSH) และลูทิไนซิง ฮอร์โมน (luteinizing hormone, LH) หน้าที่ของ FSH และ LH ในเพศเมียทำให้รังไข่เจริญเติบ โต โดยที่ FSH กระตุ้นให้ฟอลลิเคิล (follicle) แบ่งเซลล์และฟอลลิเคิลเซลล์ (follicle cells) สร้างฮอร์โมนอีสโทรเจน (estrogen) ส่วน LH ทำให้เกิดการตกไข่ ในเพศผู้ FSH กระตุ้นการเจริญเติบโตของอัณฑะ (testis) และการสร้างตัวอสุจิ (sperm) ส่วน LH หรืออาจเรียกชื่อ LH ว่า อินเตอร์สะทิเชียลเซลล์ สะทิมิวเลทิง ฮอร์โมน (interstitial cell stimulating hormone, ICSH) กระตุ้นกลุ่มเซลล์อินเตอร์สะทิเชียล (interstitial cell) ในอัณฑะให้หลั่งฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ทำให้มีการหลั่งน้ำเชื่อ (semen) ออก มา ปลาที่นิยมมาดูดฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ได้แก่ ปลาจีน ปลาสวาย ปลาไน เป็นต้น




ต่อมใต้สมองของปลา
(ที่มา: http://www.readmyblogplease.com)

แต่การใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองจากปลาชนิดต่างๆ โดยวิธีตัดต่อมใต้สมองแล้วนำมาบดผสมกับน้ำเกลือ 0.05% ดูดของเหลวด้วยหลอดฉีดยานำไปฉีดเข้าตัวปลา อาจจะได้ปริมาณฮอร์โมนที่ความเข้มข้นไม่เพียงพอ ปนเปื้อนเชื้อโรค และเสื่อมสลายง่าย ทำให้การกระตุ้นไข่และน้ำเชื้อของปลาได้ผลน้อย จึงมีการใช้ฮอร์โมนสกัด (Extract hormone) ได้แก่ ฮอร์โมนฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโด โทรฟิน (human chorionic gonadotropin, HCG) ร่างกายสร้างขึ้นจากรก (placenta) ในเซลล์เพร็กแนนซิ (pregnancy cells) บริเวณ เนื้อเยื่อรกที่กำลังเจริญเติบโต (incipient placental tissues) หลังจากไข่ปฏิสนธิ (fertilized egg) แล้วฝังตัวที่ผนังมดลูก พัฒนาเป็น เอ็มบริโอ (embryo) ตลอดระยะเวลาการตั้งท้อง อาจเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เพร็กแนนซิ ฮอร์โมน (pregnancy hormone) หรือ พลาเซ็น ทะ ฮอร์โมน (placenta hormone) ซึ่งหลังจากไข่ฝังตัวจะตรวจพบฮอร์โมนนี้ในกระแสเลือด 10-12 วัน และในปัสสาวะ 12-14 วัน มี ระดับสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 8-11 และลดลงจนระยะสิ้นสุดการตั้งท้อง และยังมีฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในการผสมเทียมปลา เช่น ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Synthetic hormone) ชนิด Luteinizing Hormone-Releasing Hormone Agonist (LHRHa หรือ LRH-a) รวมทั้งยัง มีสารเคมีสังเคราะห์อีก 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดแรก คือ Buserelin acetate ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับ LHRH ยับยั้งการสร้าง LH ทำให้ต่อมใต้สมอง ของเพศเมียสร้าง FSH มากขึ้นซึ่งจะมีการเซลล์ไข่มากขึ้น หรือยับยั้งฮอร์โมน testosterone ในเพศผู้ซึ่งทางการแพทย์ใช้ Buserelin acetate รักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และชนิดที่สองคือ โมทิเลียม (Motilium) หรือ ดอมเพอริโดน (Domperidone) มีฤทธิ์ยับยั้งสารโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมนโปรแล็คตินของต่อมใต้สมอง เป็นต้น


การรีดไข่ปลาสำหรับการผสมเทียม
(ที่มา: http://www.aquatoyou.com)

ก่อนหน้านี้คณะนักวิจัยประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงปลาบึกในแหล่งน้ำที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามธรรมชาติ โดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำการศึกษา วิจัยระบบการพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนสำหรับการเพาะเลี้ยงปลาบึกจนสามารถผสมเทียมลูกปลาบึกนำมาเลี้ยงในบ่อดินได้โดยใช้สูตรอาหารผสมสาหร่ายเกลียวทองหรือสไปรูลิน่า (Spirulina, Spirulina platensis) แต่การผลิตลูกปลาที่มีคุณภาพยังไม่ เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งการเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกยังไม่สามารถเลี้ยงในฟาร์มของเกษตรกรได้ ดังนั้นคณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึก พัฒนาระบบพันธุ์ ปริมาณไข่ น้ำเชื้อ การผสมเทียม อัตราการผสม และผลผลิตของ สายพันธุ์ปลาในวงศ์ปลาสวายที่นอกจากจะทดลองผสมปลาบึกกับปลาสวายแล้วยังมีการทดลองผสมปลาเผาะกับปลาสวาย รวมทั้งมีการผสมสลับระหว่างเพศของพ่อแม่พันธุ์ด้วย เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ที่มีคุณภาพและได้ผลผลิตดีต่อๆ ไป ไม่นานนักเราคงจะเห็นปลาพันธุ์ ลูกผสมพันธุ์ใหม่ๆ อีกมากมาย


ศึกษาความรู้เพิ่มเติ่มเกี่ยวกับปลาบึก

อ้างอิง
- สุดาพร ตงศิริ และคณะ (2554). การเลี้ยงปลาเผาะรวมกับปลาบึกในบ่อดินเพื่อการค้า. มหาวิทยาลัยแม่โจ้
- หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม 2555
- หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2554
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาการประมงน้ำจืดศรีสะเกษ, http://www.fisheries.go.th/sf-sisaket
- ศูนย์การวิจัยและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง http://www.nicaonline.com
- คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น http://202.28.94.202/
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลำปาง http://www.fisheries.go.th/sf-lampang)
- http://friendsseminarystephan.pbworks.com
- http://www.readmyblogplease.com
- http://www.breastfeedingthai.com
- http://tuoitrenews.vn